ตำนานพระนางมัสสุหรีแห่งลังกาวี

เกาะลังกาวี (LANGKAWI) แห่งรัฐเคดาห์หรือเมืองไทรบุรีนั้น หากไม่มีเรื่องราวของนางมาซูรีแล้ว เกาะแห่งนี้ก็คงเหมือนเกาะทั่วๆไป นางมาซูรีนั้นเป็นหญิงสาวผู้หนึ่งที่เกิดมีเหตุการณ์สำคัญทำให้นางเสียชีวิตบนเกาะลังกาวีแห่งนี้ พร้อมกับคำสาปแห่งการแสดงความบริสุทธิ์ คือ โลหิตสีขาวเหมือนยางพารา

การแลกกันระหว่างชีวิตและคำสาปแช่งเป็นบทพิสูจน์สุดท้ายที่นางพยายามดิ้นรนออกจากการถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมนั้น เป็นบทพิสูจน์ที่ทำให้เกาะลังกาวีได้ตกอยู่ในอำนาจของคำสาปที่จมอยู่ในความมืดดำเช่นเดียวกับชายหาดที่มีสีดำ นัยว่าเกาะแห่งนี้ถูกอำนาจแห่งความบริสุทธิ์นั้นสาปแช่งให้จมอยู่กับความตกต่ำ เป็นอาถรรพ์ครอบคลุมมาถึง ๗ ชั่วอายุคน

บัดนี้เกาะลังกาวีได้ผ่านพ้นมาแล้ว ๖ ชั่วอายุคน ดังนั้นในโอกาสวาระคนรุ่นที่ ๗ ซึ่งเป็นลูกหลานของนางมาซูรีได้มาถึง จึงเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับการแก้อาถรรพ์แห่งคำสาปเพื่อทำให้เกาะลังกาวีหลุดพ้นจากอำนาจลึกลับที่มาถึง ๖ ชั่วอายุคน สำหรับสุสานของนางมาซูรีนั้น มีสุสานที่สร้างด้วยหินอ่อนและคำจารึกภาษามาเลเซียและภาษาอังกฤษ ซึ่งจัดสร้างทำขึ้นภายหลัง มีข้อความว่า

MAHSURI BINTI PANDAK MAYAH
MAHSURI A VICTIM OF TREACHERY AND JEALOUSY WAS SENTENCED TO DEATH IN 1235 HIJRAH OR 1819 A.D. ASSHE DIED SHE LAID A CURSE ON THE ISLAND “”THERE SHALL BE NO PEACE AND PROSPERITY ON THIS ISLAND FOR A PEROID OF SEVEN GENERATIONS”


ข้อความจารึกนี้ แปลความได้ว่า

มาซูรีผู้รับเคราะห์กรรมจากการทรยศหักหลัง และความอิจฉาริษยาจนถูกตัดสินให้นางถึงแก่ความตายลง เมื่อศักราช (อิสลาม) ๑๒๓๕ หรือ คริสต์ศักราช ๑๘๑๙ (พ.ศ. ๒๓๖๒) นางสิ้นชีวิตลงพร้อมกับคำสาปแช่งที่แห่งนี้ว่า
”จะไม่เกิดสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองบนเกาะแห่งนี้ เป็นเวลา ๗ ชั่วอายุคน”

วันนี้ทายาทของนางมาซูรีได้สืบทอดเชื้อสายมาถึงรุ่นที่ ๗ ตามคำสาปแล้ว หลังจากเกาะลังกาวีได้รอคอยวันที่จะหลุดพ้นคำสาปของนางมาซูรีเมื่อพ.ศ. ๒๓๖๒ มาเป็นเวลา ๑๘๑ ปี แต่ประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรลืมก็คือ เกาะลังกาวีแห่งนี้เป็นดินแดนของเมืองไทรบุรีที่ตั้งโดยชาวไทยที่เป็นสยามอิสลาม (สามสาม) อยู่กับอาณาจักรสยามมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย…จนถึงรัชกาลที่ ๕ และเสียดินแดนส่วนนี้ให้กับอังกฤษในที่สุด คนไทยไม่เคยลืมดินแดนแห่งนี้เลย……


ตำนานเรื่องนางมัสสุหรี
ตำนานที่ 1 
ตำนานนี้ได้มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ขาวดำ โดยถ่ายจากสถานที่จริงตามเรื่องที่เล่าขาน (หรือแต่งเอง) กันมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ชื่อ “เจ้าหญิงมาซูรี ตำนานแห่งความบริสุทธิ์” มีความยาวประมาณ 30 นาที จึงทำให้นางมาซูรีเป็นเจ้าหญิงตามภาพยนตร์เรื่องนี้ เนื้อเรื่องนั้นเล่าว่า เกาะลังกาวีนั้นมีผู้ครองเกาะ ถ้าจะเรียกให้เป็นชั้นเจ้าครองเกาะก็คือ พระยาลังกาวี เจ้าครองเกาะลังกาวีนั้นมีน้องชายชื่อ วัน ดารุส (WAN DARUS) มีฐานะเหมือนอุปราชเมืองหรือรายามุดา (ไม่ใช่ราชา) เป็นผู้ช่วยเจ้าของเกาะ ซึ่งเป็นผู้มีฝีมือในการสู้รบมาก นางมาซูรีนี้ได้อภิเษกเป็นพระชายาของวัน ดารุส อยู่กินด้วยกันจนมีบุตรชาย 1 คนชื่อวัน ดาเกม ในวันหนึ่งระหว่างที่วัน ดารุสเดินทางออกไปรบนั้น นางมาซูรีได้ถูกกล่าวหาว่าคบชู้กับนักร้องที่มีหน้าที่เข้ามาร้องเพลงกล่อมบุตรของนาง ชาวเกาะจึงพากันร่ำลือไปรู้ถึงหูพระยาลังกาวี

พระยาลังกาวีจึงสั่งให้ทหารจับตัวนางมาลงโทษและตัดสินประหารชีวิตโดยไม่ฟังคำแก้ตัวของนาง และก่อนที่นางมาซูรีจะถูกประหารนั้นนางได้อธิษฐานสาปแช่งว่า หากนางไม่ผิดตามข้อกล่าวหาแล้วขอให้เกาะลังกาวีจงพบกับความวิบัติเป็นเวลา 7 ชั่วอายุคนหรือ 7 ชั่วโคตรเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนาง เมื่อวัน ดารุสกลับมาพบว่า พระยาลังกาวีพี่ชายสั่งประหารชีวิตนางมาซูรี วัน ดารุสจึงโกรธแค้น ได้นำกำลังออกไล่ฆ่าชาวบ้านที่ใส่ความร่ำลือจนเกิดเหตุดังกล่าว รวมทั้งพระยาลังกาวีพี่ชายของตนด้วย จากนั้นวัน ดารุส ก็พาบุตรชายหนีเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองถลาง และได้อาศัยอยู่จนถึงแก่กรรม ณ เมืองถลางแห่งนี้ วัน ดาเกมบุตรชายของนางมาซูรีผู้นี้ต่อมาได้แต่งงานและมีบุตรเป็นทายาทสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ตำนานที่ 2 

อีกตำนานเป็นเรื่องที่เล่ากันทั่วไปในกลุ่มนักท่องเที่ยวว่า นางมาซูรีผู้นี้เป็นภรรยาของวัน ดารุสซึ่งเป็นพระยาลังกาวีผู้ครองเกาะลังกาวี ต่อมานางมาซูรีมีบุตรชายหนึ่งคนชื่อ เออิดะ เบนจานาราวี จึงทำให้นางมาซูรีได้รับความรักจากพระยาลังกาวีและเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป จนเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ภรรยาเอกของเจ้าเกาะลังกาวี (หาชื่อมิได้) คิดกำจัดนางมาซูรีเสีย จึงคอยหาหนทางที่จะกลั่นแกล้งอยู่ตลอดเวลาในวันหนึ่งพระยาลังกาวีพร้อมด้วยวัน ดากิม น้องชายได้ออกไปรบ ซึ่งนำเรือออกไปรบยังที่อื่นนอกเกาะลังกาวีเป็นเวลาหลายอาทิตย์ ภรรยาเอกของพระยาลังกาวี จึงได้โอกาส ก็ใส่ความว่าชายที่เข้ามาร้องเพลงกล่อมบุตรของนางนั้นได้เป็นชู้กับนางมาซูรีในขณะที่สามีของนางไม่อยู่ ภรรยาเอกของพระยาลังกาวีจึงให้ทหารจับตัวนางมาซูรีมาลงโทษ และทำการตัดสินประหารชีวิตนางเสียก่อนที่พระยาลังกาวี

และวัน ดากิมจะกลับมา นางมาซูรีจึงยากที่จะขัดขืนและช่วยตัวเองได้ ก่อนที่นางมาซูรีจะถูกประหารนั้นนางได้กล่าวคำสาปแช่งและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก่อนตายว่าหากนางนั้นบริสุทธิ์ไม่เป็นไปตามที่ถูกภรรยาเอกกล่าวหาแล้ว ขอให้เลือดของนางที่ไหลออกมานั้นเป็นสีขาวด้วยอำนาจแห่งความบริสุทธิ์ของนางในครั้งนี้ นางจึงอธิษฐานสาปแช่งให้ผู้ที่กลั่นแกล้งนางรวมทั้งหมดที่รู้เห็นเป็นใจได้ถึงภัยพิบัติ รวมทั้งเกาะลังกาวีสถานที่ประหารนางแห่งนี้ให้ตกอยู่ในหายนะ ไม่มีความสันติสุขและความเจริญใดๆเลยไป 7 ชั่วอายุคน หลังจากที่นางถูกประหารแล้วพระยาลังกาวีและวัน ดากิมกลับมาถึงเกาะลังกาวี และได้ทราบข่าวว่านางมาซูรีถูกประหารก็เสียใจเป็นอันมาก จึงเกิดการฆ่ากันทั้งเกาะ ส่วนวัน ดากิมซึ่งหลงรักนางมาซูรีอยู่จึงพาบุตรชายของนางมาซูรีมาอยู่ที่เมืองถลาง นัยว่าเป็นบ้านเดิมของนางมาซูรี ต่อมาบุตรชายผู้นี้ได้แต่งงานและมีทายาทแตกสาขาเป็นหลายสกุล

ตำนานที่ 3

ตำนานนี้เล่าความย้อนไปถึงนางมาซูรีผู้เป็นหญิงสาวชาวไทยที่มีรูปร่างสวยงาม ได้นั่งเรือออกไปหาปลากลางทะเลกับครอบครัว ต่อมาเรือนั้นถูกพายุพัดอับปาง ทำให้คนในครอบครัวเสียชีวิตหมด มีนางเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตและลอยไปติดบนเกาะลังกาวี ต่อมาข่าวนางติดเกาะนี่ล่วงรู้ไปถึงเจ้าเกาะลังกาวีว่ามีสาวรูปงามมาอาศัยอยู่ จึงปลอมตัวเป็นขอทานมาขออาหารกินที่หน้าบ้าน ทำให้คนทั้งสองได้รู้จักสนิทสนมกันและแต่งงานกันในที่สุด ส่วนสาเหตุที่นางต้องถูกฆ่านั้น ภรรยาของเจ้าเกาะลังกาวีหาเหตุกลั่นแกล้งนาง จึงใส่ความในขณะที่เจ้าเกาะลังกาวีออกไปรบและชักชวนให้ชาวบ้านพากันกล่าวหาว่าเป็นชู้กับนักร้องที่เข้ามากล่อมบุตรของนางจนร่ำลือไปทั่ว เจ้าเกาะลังกาวีรู้ข่าวจึงมีคำสั่งให้ประหารนางเสีย นางมาซูรีไม่มีหนทางรอดจึงได้สาปแช่งไว้ก่อนตาย แล้วเขียนข้อความไว้บนพื้นดินว่า “หากเราไม่ผิด ขอให้เลือดที่ไหลออกมาเป็นสีขาว และขอให้เกาะแห่งนี้จงพบกับความวิบัติ ไม่เจริญรุ่งเรืองไปถึง 7 ชั่วอายุคน”

คำสาปเลือด ของเจ้าหญิงมัสสุหรี แห่งลังกาวี

ก่อนเสียชีวิตพระนางอธิษฐานว่า หากนางไม่มีความผิด ขอให้โลหิตที่หลั่งออกมาเป็นสีขาวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนาง และขอให้เกาะลังกาวีไร้ความเจริญไป 7 ชั่วคน แต่คมกริชประหารกลับไม่ระคายผิวนางเลย พระนางมัสซูรี จึงบอกกับเพชฌฆาตให้กลับไปนำกริชพิเศษของต้นตระกูลจากบ้านของนางมา ขณะที่คมกริชจดลงไปบนคอของนาง โลหิตสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นข้างบนราวกับเป็นร่ม โดยไม่ตกลงบนพื้นดินเลย

ขอบคุณข้อมูลจาก www.postjung.com

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

Related posts: